T

Thailand Parliament - Thailand Parliament Draft of Law's public hearing system

| Presented by MP \* | Presented by People \* | Hearing Ongoing | Hearing ended | Hearing result reported | Waiting for PM approval | Assigned into the session | Processed | PM Rejected | | ------------------------ | ---------------------- | -------------------- | --------------- | ------------------------ | ----------------------- | ------------------------- | ---------- | ------------- | | presentbymp | presentbyperson | openwsu | closewsu | reportwsu | substatus1 | substatus2 | substatus3 | closewsubypm | | เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร | เสนอโดยประชาชน | กำลังเปิดรับฟังความคิดเห็น | ปิดรับฟังความคิดเห็น | รายงานผลการรับฟังความคิดเห็น | รอคำรับรองจากนายกรัฐมนตรี | บรรจุเข้าระเบียบวาระ | พิจารณาแล้ว | นายกฯ ไม่รับรอง | *Note:* For `presentbymp` and `presentbyperson`, it can also add: - `-m` for the draft which Speaker of Parliament considered as a monetary draft (ประธานสภาผู้แทนราษฎรวินิจฉัยว่า เป็นร่างการเงิน), or - `-nm` for non-monetary one (ประธานสภาผู้แทนราษฎรวินิจฉัยว่า ไม่เป็นร่างการเงิน).

ร่างพระราชบัญญัติการรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษ พ.ศ. ....

<h5><b>ข้อมูลประกอบการพิจารณา</b></h5> <p></p><p>โดยที่การพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้มีการใช้สารเคมีในการผลิตทางอุตสาหกรรม การเกษตร และการบริการต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีการปล่อยสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมตลอดเวลา พื้นที่หลายแห่งจึงกลายเป็นแหล่งกำเนิดและแหล่งรองรับสารมลพิษ ทั้งในรูปของมลพิษทางอากาศ น้ำเสีย มลพิษในดิน และของเสียอันตรายอื่น ๆ ปัญหาดังกล่าวได้มีความรุนแรงและส่งผลกระทบทั้งโดยตรงและโดยอ้อมต่อสุขภาพของมนุษย์ สิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ และความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ และก่อความเสียหายอย่างกว้างขวางต่อสังคม เศรษฐกิจ ความสงบสุข และความมั่นคงของประเทศโดยรวม กฎหมายและกลไกการจัดการสิ่งแวดล้อมของประเทศที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ยังคงเน้นการใช้มาตรการกำกับและควบคุมที่ปลายทางเป็นหลัก การตรากฎหมายเพื่อพัฒนาระบบการรายงานข้อมูลการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษ จึงเป็นมาตรการสำคัญที่จะช่วยให้ภาครัฐมีฐานข้อมูลสารมลพิษและสารเคมีที่ครอบคลุมและเป็นระบบอันจะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพและความเข้มแข็งแก่หน่วยงานของรัฐในการประเมินสถานการณ์ปัญหามลพิษได้อย่างถูกต้อง มีข้อมูลที่ดีเพื่อประกอบการวางแผนการป้องกันสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และสามารถจัดการปัญหาตั้งแต่ต้นทางได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งเป็นการรับรองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมในการคุ้มครอง ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรการดังกล่าวยังจะช่วยให้ภาคเอกชนสามารถตรวจสอบระบบและกระบวนการผลิตของตนให้รัดกุม ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินกิจการและการแข่งขันทางการค้าในระยะยาว อีกทั้งเป็นเครื่องมือหนึ่งในการลดความเสี่ยงภัยจากสารมลพิษและสารเคมีตกค้างในสิ่งแวดล้อม ตามอนุสัญญาสตอกโฮล์มว่าด้วยสารมลพิษที่ตกค้างยาวนาน ซึ่งประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2548 และเป็นไปตามหลักการของปฏิญญาริโอว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา และแผนปฏิบัติการ 21 เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535&nbsp;<br> โดยร่างพระราชบัญญัติการรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษ พ.ศ. ....&nbsp;</p> <p>มีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้&nbsp;<br> 1.กำหนดให้พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่หมวด 3 ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (ร่างมาตรา 2)&nbsp;</p> <p>2.กำหนดบทนิยามคำว่า “สิ่งแวดล้อม” “สารมลพิษ” “บัญชีรายชื่อสารมลพิษและสารเคมี” “ชื่อเฉพาะของสารเคมี” “ชื่อกลุ่มสารเคมี” “แหล่งกำเนิดมลพิษ” “รายงาน” “ผู้มีหน้าที่รายงานข้อมูล” “สารมลพิษซึ่งไม่มีแหล่งกำเนิดแน่นอน” “การปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม” “ตัวกลางทางสิ่งแวดล้อม” “การเคลื่อนย้ายสารมลพิษและสารเคมี” “ผลิต” “นำเข้า” “ส่งออก” “มีไว้ในครอบครอง” “ความลับทางการค้า” “หน่วยงานภาครัฐ” “หน่วยงานที่กำกับดูแล” “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” “พนักงานเจ้าหน้าที่” “เจ้าพนักงานท้องถิ่น” “องค์กรภาคประชาสังคม” “คณะกรรมการ” “อธิบดี” และ “รัฐมนตรี” ในพระราชบัญญัตินี้ (ร่างมาตรา 3)&nbsp;</p> <p>3.กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่กับออกประกาศ ระเบียบ (ร่างมาตรา 4)&nbsp;</p> <p>4.กำหนดให้มีคณะกรรมการการรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษ องค์ประกอบ การแต่งตั้งและการเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม วาระการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง หน้าที่และอำนาจ การทำคำสั่งทางปกครองและการประชุมของคณะกรรมการ การแต่งตั้งที่ปรึกษา คณะอนุกรรมการหรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการ (หมวด 1 คณะกรรมการการรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษ ร่างมาตรา 5 ถึงร่างมาตรา 12)&nbsp;</p> <p>5.กำหนดให้รัฐมนตรีมีหน้าที่และอำนาจออกประกาศโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ และให้กรมควบคุมมลพิษทบทวนประกาศโดยเสนอผลการพิจารณาพร้อมความเห็นต่อรัฐมนตรี โดยรัฐมนตรีจะต้องเสนอผลการทบทวนพร้อมความเห็นต่อคณะกรรมการ และในส่วนของการกำหนดบัญชีรายชื่อ สารมลพิษและสารเคมี เกณฑ์ปริมาณการผลิต การมีไว้ในครอบครอง การปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม การเคลื่อนย้าย และลักษณะสารมลพิษและสารเคมีที่กำหนด ให้พิจารณาและคำนึงถึงแนวทางการจัดการสารเคมีระหว่างประเทศเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม สถานการณ์ด้านการผลิต การใช้และการเก็บรักษาสารเคมี รวมทั้งคุณสมบัติและการแพร่กระจายหรือรั่วไหล เพื่อป้องกันอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์และการดำรงชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี สะอาด และปลอดภัยต่อสุขภาพด้วย กรณีการออกประกาศเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน ก่อนการจัดทำ ปรับปรุง แก้ไขเพิ่มเติม หรือยกเลิกประกาศ ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียอย่างทั่วถึงตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด และนำข้อมูลที่ได้จากการรับฟังความคิดเห็นมาพิจารณาประกอบ พร้อมจัดทำคำชี้แจงและเหตุผลเผยแพร่ต่อสาธารณชนผ่านระบบเทคโนโลยีสนเทศของหน่วยงาน ส่วนผู้ผลิต มีไว้ในครอบครอง ปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม หรือเคลื่อนย้ายซึ่งสารมลพิษสารเคมีที่ในบัญชีรายชื่อสารมลพิษและสารเคมีตามปริมาณและประกอบกิจการตามประเภทและขนาดที่ประกาศกำหนด ให้เป็นผู้มีหน้าที่รายงานตามพระราชบัญญัตินี้ กรณีผู้มีหน้าที่รายงานข้อมูล ต้องรายงานชนิดและปริมาณการผลิต การมีไว้ในครอบครอง การปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม และการเคลื่อนย้ายสารมลพิษและสารเคมีของแต่ละแหล่งกำเนิดมลพิษตามบัญชีรายชื่อที่กำหนดต่อหน่วยงานที่กำกับดูแล และให้หน่วยงานนั้นมีหน้าที่รวบรวมตรวจสอบและรายงานต่อกรมควบคุมมลพิษ กรณีผู้รายงานซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลไม่จัดส่งรายงาน หรือจัดส่งรายงานที่มีข้อมูลไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน ให้หน่วยงานที่กำกับดูแลมีอำนาจสั่งให้ผู้รายงานนั้นจัดส่งรายงาน แก้ไขเพิ่มเติมข้อมูลในรายงาน หรือจัดส่งข้อมูลให้ถูกต้องและครบถ้วนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง กรณีผู้รายงานซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐไม่จัดส่งรายงาน หรือจัดส่งไม่ถูกต้องครบถ้วน ให้หน่วยงานที่กำกับดูแลแจ้งให้หน่วยงานของรัฐนั้นจัดส่งรายงาน แก้ไขเพิ่มเติมข้อมูล หรือจัดส่งข้อมูลให้ถูกต้องครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนด หากหน่วยงานของรัฐไม่สามารถดำเนินการตามที่กำหนด ให้ขอขยายระยะเวลาต่อหน่วยงานที่กำกับดูแลพร้อมระบุเหตุผลและระยะเวลาที่จะขอขยาย โดยหน่วยงานที่กำกับดูแลมีอำนาจขยายระยะเวลาได้ไม่เกินสองครั้ง ครั้งละไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ครบกำหนด กรณีที่ผู้รายงานไม่ประสงค์ให้เปิดเผยชื่อเฉพาะของสารเคมี หรือปริมาณการมีไว้ในครอบครองของตนเนื่องจากเป็นความลับทางการค้า ให้แจ้งคัดค้านต่อคณะกรรมการพร้อมคำชี้แจงและเหตุผล โดยให้ผู้คัดค้านมีภาระการพิสูจน์ตามเหตุผลที่กล่าวอ้าง ซึ่งในระหว่างการพิจารณาคำคัดค้านผู้รายงานมีหน้าที่ต้องรายงานข้อมูลสารมลพิษและสารเคมี แต่ให้กรมควบคุมมลพิษเผยแพร่ชื่อกลุ่มสารเคมีแทนชื่อเฉพาะของสารเคมีดังกล่าวต่อสาธารณชน โดยคณะกรรมการต้องพิจารณาคำคัดค้านและแจ้งผลการพิจารณาให้ทราบภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำคัดค้าน และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการให้เป็นที่สุด เมื่อมีเหตุจำเป็นเพื่อคุ้มครองสุขภาพอนามัยหรือความปลอดภัยของสาธารณชน ให้อธิบดีมีอำนาจเปิดเผยข้อมูลซื่อเฉพาะของสารเคมีหรือปริมาณการมีไว้ในครอบครองที่เป็นความลับทางการค้าต่อหน่วยงานหรือองค์กรที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเหตุจำเป็นดังกล่าวโดยไม่ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิในความลับทางการค้า โดยให้ผู้ที่ได้ความลับทางการค้านั้นไปมีหน้าที่ดูแลรักษาความลับทางการค้านั้น นอกจากนี้ หน่วยงานที่กำกับดูแลผู้มีหน้าที่รายงานข้อมูล ต้องจัดส่งทะเบียนรายชื่อของแหล่งกำเนิดมลพิษให้แก่กรมควบคุมมลพิษอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง และให้หน่วยงานผู้รับผิดชอบจัดส่งข้อมูลสำหรับปีที่ผ่านมาของการผลิต การนำเข้า การส่งออก หรือการมีไว้ในครอบครองซึ่งสารมลพิษและสารเคมีในบัญชีรายชื่อสารมลพิษและสารเคมีที่กำหนด ให้แก่กรมควบคุมมลพิษอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งตามที่กำหนด (หมวด 2 การรายงานข้อมูลการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษ ร่างมาตรา 13 ถึงร่างมาตรา 24)&nbsp;</p> <p>6.ให้รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการมีหน้าที่ออกประกาศกำหนดประเภทและขนาดของแหล่งกำเนิดสารมลพิษซึ่งไม่มีแหล่งกำเนิดแน่นอน และกำหนดหน่วยงานของรัฐผู้รับผิดชอบการประเมินชนิดและปริมาณการปล่อยสารมลพิษซึ่งไม่มีแหล่งกำเนิดแน่นอน โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานของรัฐผู้รับผิดชอบการประเมินชนิดและปริมาณการปล่อยสารมลพิษนั้นในเขตพื้นที่ของตนในกรณีที่การปล่อยสารมลพิษตามวรรคหนึ่งเป็นกิจกรรมที่ไม่มีหน่วยงานของรัฐเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง และให้หน่วยงานผู้รับผิดชอบการประเมิน ทำรายงานการประเมินส่งให้กรมควบคุมมลพิษอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งตามระยะเวลาที่รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการประกาศกำหนด โดยหากไม่จัดส่งรายงานหรือจัดส่งรายงานไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน ให้กรมควบคุมมลพิษมีหนังสือแจ้งให้หน่วยงานนั้นจัดส่ง หรือแก้ไขเพิ่มเติมข้อมูล หรือจัดส่งข้อมูลให้ถูกต้องและครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนด หากหน่วยงานนั้นไม่สามารถดำเนินการได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้ขอขยายระยะเวลาดำเนินการต่อกรมควบคุมมลพิษก่อนครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว โดยกรมควบคุมมลพิษมีอำนาจขยายระยะเวลาออกไปได้ไม่เกินสองครั้ง ครั้งละไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว (หมวด 3 การประเมินปริมาณสารมลพิษซึ่งไม่มีแหล่งกำเนิดแน่นอน ร่างมาตรา 25 ถึงร่างมาตรา 27)&nbsp;</p> <p>7.กำหนดให้มีฐานข้อมูลการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการรายงานข้อมูล การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และการเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณชนและกำหนดหน้าที่และอำนาจของกรมควบคุมมลพิษ (หมวด 4 การจัดทำฐานข้อมูลการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษ ร่างมาตรา 28 ถึงร่างมาตรา 29)&nbsp;</p> <p>8.กำหนดให้บุคคลมีสิทธิได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษและสารเคมีที่อยู่ในความครอบครองของกรมควบคุมมลพิษโดยสะดวก รวดเร็ว และไม่เสียค่าใช้จ่ายเว้นแต่เป็นความลับทางการค้า และให้กรมควบคุมมลพิษมีหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษและสารเคมีซึ่งเกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา รวมทั้งเผยแพร่ข้อมูลย้อนหลังของทุกปีโดยเผยแพร่ผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศหรือช่องทางอื่น และต้องมีองค์ประกอบของข้อมูลตามที่กำหนดด้วย (หมวด 5 การเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณชน ร่างมาตรา 30 ถึงร่างมาตรา 31)&nbsp;</p> <p>9.กำหนดหน้าที่และอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เมื่อผู้ขออนุญาตดำเนินกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุขหรือกฎหมายอื่นไม่ปฏิบัติหรือละเลยการจัดทำรายงานตามพระราชบัญญัตินี้ หรือไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามข้อบัญญัติท้องถิ่น ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจออกคำสั่งไม่ออกใบอนุญาต ไม่ต่ออายุใบอนุญาต รวมทั้งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตการประกอบกิจการนั้นได้ การอุทธรณ์คำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับการอุทธรณ์ตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุขหรือกฎหมายอื่นมาใช้บังคับโดยอนุโลม (หมวด 6 หน้าที่และอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่างมาตรา 32 ถึงร่างมาตรา 33)&nbsp;</p> <p>10.กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกบุคคลมาให้ถ้อยคำหรือแจ้งข้อเท็จจริง หรือจัดทำคำชี้แจงเป็นหนังสือ หรือให้ส่งเอกสาร ข้อมูล หรือหลักฐานที่จำเป็น เพื่อตรวจสอบหรือเพื่อประกอบการพิจารณาของพนักงานเจ้าหน้าที่ การปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และให้พนักงานเจ้าหน้าที่เปิดเผยรายชื่อผู้มีหน้าที่รายงานข้อมูล หรือหน่วยงานของรัฐผู้รับผิดชอบการประเมินที่ไม่จัดส่งรายงานหรือข้อมูลตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด หรือจัดส่งข้อมูลที่เป็นเท็จหรือไม่ครบถ้วน ในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของกรมควบคุมมลพิษและหน่วยงานที่กำกับดูแลตลอดระยะเวลาที่ยังไม่มีการจัดส่งรายงานให้ถูกต้องหรือครบถ้วน (หมวด 7 พนักงานเจ้าหน้าที่ ร่างมาตรา 34 ถึงร่างมาตรา 36)<br> &nbsp;<br> 11.กำหนดให้ผู้ที่ไม่รายงานข้อมูล หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของหน่วยงานที่กำกับดูแล มีความผิดทางพินัย ต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยตั้งแต่สองแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท และชำระค่าปรับเป็นพินัยอีกไม่เกินวันละห้าหมื่นบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง และผู้ที่ไม่มาให้ถ้อยคำหรือแจ้งข้อเท็จจริง หรือไม่ส่งคำชี้แจง เอกสาร ข้อมูล หรือหลักฐานตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่มีหนังสือเรียก ให้มีความผิดทางพินัยต้องชำระค่าปรับเป็นพินัยตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงห้าหมื่นบาท (หมวด 8 บทกำหนดโทษ ส่วนที่ 1 มาตรการปรับเป็นพินัย ร่างมาตรา 37 ถึงร่างมาตรา 38)&nbsp;</p> <p>12.กำหนดให้ผู้ที่รายงานข้อมูล หรือจัดส่งคำชี้แจงหรือชี้แจงด้วยวาจาด้วยข้อมูลที่เป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับตั้งแต่ห้าแสนบาทถึงห้าล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นนิติบุคคล ถ้าการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้นเกิดจากการสั่งการหรือการกระทำของกรรมการหรือผู้จัดการ หรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น หรือกรณีที่บุคคลนั้นมีหน้าที่ต้องสั่งการหรือกระทำการ และละเว้นไม่สั่งการหรือไม่กระทำการจนเป็นเหตุให้นิติบุคคลนั้นกระทำความผิด ผู้นั้นต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นด้วย (หมวด 8 บทกำหนดโทษ ส่วนที่ 2 โทษอาญา ร่างมาตรา 39 ถึงร่างมาตรา 40)&nbsp;</p> <p>13.กำหนดองค์ประกอบของคณะกรรมการการรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษในวาระเริ่มแรก และให้อธิบดีกรมควบคุมมลพิษเป็นกรรมการและเลขานุการ ปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการการรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษตามพระราชบัญญัตินี้ไปพลางก่อนจนกว่าจะมีการแต่งตั้งกรรมการ ซึ่งต้องไม่เกินเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยให้ข้าราชการของกรมควบคุมมลพิษจำนวนไม่เกินสองคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ ทั้งนี้ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมออกประกาศให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และสำหรับกรณีที่เป็นการออกประกาศบริเวณพื้นที่ซึ่งพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษ ประกาศบริเวณพื้นที่ให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศภายในห้าปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ ใช้บังคับ และการออกประกาศกำหนดประเภทและขนาดของแหล่งกำเนิดสารมลพิษ ซึ่งไม่มีแหล่งกำเนิดแน่นอน และกำหนดหน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบการประเมินชนิดและปริมาณการปล่อยสารมลพิษ ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลใช้บังคับ (บทเฉพาะกาล ร่างมาตรา 41 ถึงร่างมาตรา 43)</p> <p></p>

2026/8/9
阅读更多

ร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (เพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับการขายคาร์...

<h5><b>ข้อมูลประกอบการพิจารณา</b></h5> <p></p><p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;โดยที่เป็นการสมควรกำหนดให้รายได้ทั้งหมดจากการขายคาร์บอนเครดิตตามแผนการดำเนินกิจกรรมจัดการป่าชุมชนที่เป็นการเพิ่มพูนการลด ดูดซับ หรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจกของป่าชุมชนแต่ละแห่งที่ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการป่าชุมชนจังหวัด ไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน และให้คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนนำไปจัดสรรให้แก่สมาชิกป่าชุมชนซึ่งลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมแต่ละรายตามข้อบังคับของคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนแต่ละแห่ง เพื่อให้สมาชิกป่าชุมชนซึ่งร่วมกับรัฐ ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติในป่าชุมชนได้รับประโยชน์เพิ่มเติมจากการขายคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชนนั้นได้ด้วยนอกเหนือไปจากประโยชน์ในการเก็บหาของป่า การใช้ประโยชน์จากไม้ในป่าชุมชน และการท่องเทียวเชิงอนุรักษ์ อันจะทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลรักษาป่าชุมชนให้มีความอุดมสมบูรณ์ สร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้แก่สมาชิกป่าชุมนเพิ่มเติม และช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสิทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้<br> &nbsp;&nbsp; &nbsp;ร่างพระราชบัญญัตินี้มีสาระสำคัญเป็นการเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 เกี่ยวกับการขายคาร์บอนเครดิตตามแผนการดำเนินกิจกรรมจัดการป่าชุมชน (เพิ่มมาตรา 56/1) ดังต่อไปนี้<br> &nbsp;&nbsp; &nbsp;1. กำหนดให้ในกรณีที่ป่าชุมชนใดประสงค์ที่จะดำเนินกิจกรรมที่เป็นการเพิ่มพูนการลด ดูดซับ หรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจก ให้คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนนั้นจัดให้มีการลงทะเบียนสมาชิกป่าชุมชนซึ่งจะร่วมดำเนินกิจกรรมดังกล่าว และให้จัดทำและเสนอแผนการดำเนินกิจกรรมป่าชุมชนที่เป็นการเพิ่มพูนการลด ดูดซับ หรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจก ต่อคณะกรรมการจัดการป่าชุมชนประจำจังหวัดพิจารณาอนุมัติ ในการนี้ ให้หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่และอำนาจเกี่ยวข้องกับกระบวนการซื้อขายคาร์บอนเครดิต มีหน้าที่ให้คำแนะนำแก่คณะกรรมการจัดการป่าชุมชนเพื่อจัดทำแผนการดำเนินกิจกรรมตามวรรคหนึ่ง และแผนดังกล่าวต้องกำหนดหน้าที่สมาชิกป่าชุมชนเข้าร่วมกิจกรรมแต่ละรายให้ชัดเจน (ร่างมาตรา 3)<br> &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรชาติและสิ่งแวดล้อมรักษาการณ์ตามพระราชบัญญัตินี้ (ร่างมาตรา 4)</p> <p><br> <strong>ตารางเปรียบเทียบ ดาวน์โหลดเอกสารประกอบ</strong></p> <p></p>

2026/8/6
阅读更多

ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับการดำรงตำแหน่...

<h5><b>ข้อมูลประกอบการพิจารณา</b></h5> <p></p><p>ร่างพระราชบัญญัตินี้มีหลักการเพื่อให้มีกฎหมายว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งหรือการประกอบอาชีพของบุคคลล้มละลาย และมีเหตุผลอันเป็นเจตนารมณ์ในการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติคือ ปัจจุบันมีกฎหมายหลายฉบับจำกัดสิทธิและเสรีภาพบุคคลที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์หรือบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย โดยห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งหรือประกอบอาชีพตามกฎหมายนั้น ๆ ไว้ ทำให้ต้องสูญเสียทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถโดยไม่จำเป็น ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ ไม่เป็นประโยชน์ ไม่คุ้มค่า ก่อให้เกิดความเสียหาย ไม่เป็นการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือให้ทุกภาคส่วนได้ประโยชน์จากการพัฒนาประเทศอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม ไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพและจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลเกินความจำเป็น ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 77 ที่กำหนดให้รัฐต้องยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือประกอบอาชีพไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน และมาตรา 26 ที่กำหนดว่า การตรากฎหมายที่มีผลจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้ กฎหมายดังกล่าวต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของประชาชนของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งหรือการประกอบอาชีพของบุคคลล้มละลาย เพื่อให้บุคคลที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์และบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายสามารถดำรงตำแหน่งหรือประกอบอาชีพตามกฎหมายดังกล่าวได้ เพื่อรักษาทรัพยากรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถให้ปฏิบัติงานอันจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ สังคม และประเทศชาติโดยรวม สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้</p> <p>โดยสามารถสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้<br> 1. กำหนดบทนิยามของคำว่า “บุคคลล้มละลายทุจริต” “บุคคลล้มละลาย” “ผู้มีอำนาจแต่งตั้ง” และ “หน่วยงานของรัฐ”<br> 2. กำหนดให้แก้ไขเพิ่มเติมความในกฎหมาย จำนวน 67 ฉบับ ที่เกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งหรือการประกอบอาชีพของบุคคลล้มละลาย รายละเอียดปรากฏตามบัญชีท้ายร่างพระราชบัญญัติ<br> 3. กำหนดให้บุคคลที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ หรือบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายหรือบุคคลล้มละลายทุจริต มีหน้าที่ต้องแจ้งให้ผู้มีอำนาจแต่งตั้งทราบ<br> 4. กำหนดให้บุคคลล้มละลายทุจริตที่ดำรงตำแหน่งในหน่วยงานของรัฐตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้ต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามทันที โดยถือเป็นข้อยกเว้นของพระราชบัญญัตินี้<br> 5. กำหนดให้บุคคลที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ หรือบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ที่ดำรงตำแหน่งในหน่วยงานของรัฐ ตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้ยังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่เดิมได้จนกว่าภารกิจจะเสร็จสิ้น หากการปฏิบัติหน้าที่ของบุคคลดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อการบริหารของตำแหน่งงาน หรือสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งที่บุคคลนั้นดำรงอยู่<br> 6. กำหนดให้บุคคลที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ หรือบุคคลที่ศาลมีคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ซึ่งดำรงตำแหน่งที่ต้องมีการการยื่นบัญชีทรัพย์สิน หรือตำแหน่งที่มีอำนาจพิจารณาเกี่ยวข้องกับการเงิน ให้ผู้มีอำนาจแต่งตั้งสั่งย้ายให้บุคคลนั้นไปดำรงตำแหน่งในตำแหน่งอื่นที่เหมาะสม&nbsp;<br> เมื่อศาลมีคำสั่งถอนการพิทักษ์ทรัพย์หรือปลดบุคคลนั้นจากล้มละลาย หรือยกเลิกการล้มละลายแล้ว<br> จึงให้บุคคลนั้นกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งเดิมได้<br> 7. กำหนดให้หน่วยงานที่รับผิดชอบการประเมินผลสัมฤทธิ์กฎหมายตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ดำเนินการทบทวนกฎหมายในความรับผิดชอบที่มีบทบัญญัติอันเป็นการจำกัดสิทธิในการดำรงตำแหน่งหรือการประกอบอาชีพของบุคคลล้มละลาย และให้เสนอผลการทบทวน พร้อมทั้งร่างกฎหมายในกรณีที่ต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย ต่อคณะรัฐมนตรีภายใน 180 วันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ&nbsp;<br> 8. กำหนดระยะเวลาให้ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลำดับรอง ได้แก่ พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง กฎ ระเบียบ หรือประกาศ ที่ออกตามความในพระราชบัญญัติตามบัญชีท้าพระราชบัญญัตินี้ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ภายใน 180 วันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ<br> 9. กำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้<br> &nbsp;</p> <p></p>

2026/7/26
阅读更多

ร่างพระราชบัญญัติข้าวและชาวนาแห่งชาติ พ.ศ. ....

<h5><b>ข้อมูลประกอบการพิจารณา</b></h5> <p></p><p>ร่างพระราชบัญญัติข้าวและชาวนาแห่งชาติ พ.ศ. .... มีหลักการเพื่อให้มีกฎหมายว่าด้วยข้าวและชาวนาแห่งชาติ ซึ่งมีลักษณะเป็นกฎหมายปรับปรุง และมีเหตุผลความว่า โดยที่ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางอาหารและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ อีกทั้งเกษตรกรชาวนายังเป็นประชากรส่วนใหญ่ที่เป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมและวัฒนธรรมไทยมาอย่างยาวนาน ทว่าในปัจจุบันสภาวการณ์การผลิตและการค้าข้าวเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง ทั้งจากวิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง การแข่งขันด้านราคาและเทคโนโลยีในเวทีการค้าโลกและข้อจำกัดจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยของเกษตรกรชาวนาไทย ประกอบกับบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลการค้าข้าวในปัจจุบันมีความล้าสมัย มุ่งเน้นแนวคิดการควบคุมและการกำหนดโทษทางอาญาจนเกินความจำเป็น ส่งผลขัดขวางการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ข้าวพื้นเมือง ตลอดจนสร้างต้นทุนทางธุรกรรมแฝงที่ซ้ำเติมเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกและบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระดับสากลเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวนาอย่างยั่งยืน สมควรปรับเปลี่ยนกลไกทางกฎหมายจากการกำกับควบคุมโดยภาครัฐ ไปสู่การส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจเชิงบวกอย่างบูรณาการครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมการผลิตข้าวลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือข้าวคาร์บอนต่ำเพื่อรองรับมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน การจัดตั้งกองทุนข้าวและชาวนาเพื่อจัดสวัสดิการและระบบบำนาญสำหรับชาวนาสูงวัย การส่งเสริมเสรีภาพในการวิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าว การสร้างความเข้มแข็งให้แก่ศูนย์ข้าวเปลือกชุมชนและเขตพัฒนาเศรษฐกิจการเกษตรสำหรับการเพาะปลูกข้าวลักษณะพิเศษ ตลอดจนการสนับสนุนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างเสรี เพื่อสร้างความสมดุล ความมั่นคง และศักดิ์ศรีให้แก่ชาวนาไทย<br> ในวิถีเกษตรกรรมสมัยใหม่ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้<br> &nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;สรุปสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ ดังนี้&nbsp;<br> &nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;1. การกำหนดบทนิยาม “ข้าว” “ข้าวคาร์บอนต่ำ” “ชาวนา” “เมล็ดพันธุ์ข้าว” “ผู้ประกอบการค้าข้าว” “คณะกรรมการ” “กองทุน” “พนักงานเจ้าหน้าที่” และ “รัฐมนตรี” (ร่างมาตรา 4)<br> &nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;2. ปฏิรูปคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวและชาวนาแห่งชาติ โดยเพิ่มสัดส่วนตัวแทนเกษตรกรและผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม (ร่างมาตรา 6)<br> &nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;3. ขยายสิทธิการขึ้นทะเบียนชาวนาให้ครอบคลุมผู้ที่ทำนาในที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิแต่ใช้ประโยชน์จริง (ร่างมาตรา 12)<br> &nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;4. กำหนดสิทธิประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมให้แก่ชาวนาซึ่งขึ้นทะเบียน เช่น เงินอุดหนุนการทำนา การลดโลกร้อน และสิทธิในคาร์บอนเครดิต (ร่างมาตรา 13)<br> &nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;5. ปลดล็อกเสรีภาพในการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชน (ร่างมาตรา 14)<br> &nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;6. ส่งเสริมการใช้ระบบดิจิทัลในธุรกรรมการค้าข้าวและตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจการเกษตร การปลูกข้าวและเกษตรกรรมยั่งยืน (ร่างมาตรา 15 และร่างมาตรา 17)<br> &nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;7. จัดตั้งกองทุนข้าวและชาวนาเพื่อเป็นแหล่งงบประมาณสำหรับระบบบำนาญชาวนาและสวัสดิการเกษตรกรสูงวัย (ร่างมาตรา 18 ถึง ร่างมาตรา 20)<br> &nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;8. เปลี่ยนแปลงรูปแบบบทกำหนดโทษจากโทษอาญาเป็นโทษปรับพินัยเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน (ร่างมาตรา 22 ถึง ร่างมาตรา 24)</p> <p><strong>ตารางเปรียบเทียบร่างพระราชบัญญัติ ดาวน์โหลดเอกสารประกอบ</strong></p> <p></p>

2026/7/18
阅读更多

ร่างพระราชบัญญัติข้าวและชาวนาไทย พ.ศ. ....

<h5><b>ข้อมูลประกอบการพิจารณา</b></h5> <p></p><p>โดยที่การพัฒนาภาคการผลิตข้าวและการยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวนาเป็นภารกิจสำคัญของประเทศ แต่ปัจจุบันยังประสบปัญหาด้านต้นทุนการผลิต ความผันผวนของราคา การเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี แหล่งเงินทุน และระบบบริหารความเสี่ยง ตลอดจนการขาดกลไกบูรณาการข้อมูลและการกำหนดนโยบายด้านข้าวที่มีเอกภาพ ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันและความมั่นคงในอาชีพของชาวนา สมควรกำหนดให้มีกฎหมายว่าด้วยข้าวและชาวนาไทย เพื่อจัดให้มีกลไกในการกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาข้าวและชาวนาไทย ส่งเสริมการรวมกลุ่มของชาวนา การพัฒนาศักยภาพ องค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านข้าว การประกันภัยข้าว การจัดทำฐานข้อมูลข้าวและชาวนา การส่งเสริมการผลิตข้าวที่เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ตลอดจนจัดตั้งกองทุนส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพข้าวและชาวนา เพื่อเป็นแหล่งสนับสนุนการพัฒนาชาวนาและภาคการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน อันจะนำไปสู่ความมั่นคงทางอาหาร ความสามารถในการแข่งขันของประเทศและคุณภาพชีวิตที่ดีของชาวนา จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้&nbsp;</p> <p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;ซึ่งมีสาระสำคัญในประเด็นดังต่อไปนี้<br> &nbsp;&nbsp; &nbsp;1. กำหนดบทนิยาม วัตถุประสงค์ และการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อกำหนดความหมายของคำสำคัญที่เกี่ยวข้องกับข้าว ชาวนา องค์กรชาวนา การตลาดข้าว และหน่วยงานตามกฎหมาย รวมทั้งกำหนดวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมและพัฒนาการผลิต การแปรรูป การตลาดข้าว การอนุรักษ์และพัฒนา พันธุ์ข้าว การสร้างความมั่นคงทางอาหาร ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความมั่นคงในอาชีพของชาวนา (มาตรา 1 - มาตรา 5)&nbsp;<br> &nbsp;&nbsp; &nbsp;2. กำหนดให้มีคณะกรรมการข้าวและชาวนาไทย โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน กรรมการ และมีผู้แทนภาครัฐ ผู้แทนองค์กรชาวนา ผู้แทนผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับข้าว และผู้ทรงคุณวุฒิร่วม เป็นกรรมการ เพื่อกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนพัฒนาข้าวและชาวนาไทย ตลอดจนกำกับ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับข้าวและชาวนา รวมทั้งสามารถแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ และคณะทำงานเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานได้ (มาตรา 6 - มาตรา 14)&nbsp;<br> &nbsp;&nbsp; &nbsp;3. กำหนดให้จัดตั้งกองทุนส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพข้าวและชาวนา เพื่อเป็นกลไก สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพ องค์ความรู้ คุณภาพชีวิต และความมั่นคงในอาชีพของชาวนา ส่งเสริมการผลิต การแปรรูป การตลาด การวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านข้าว รวมทั้งช่วยเหลือชาวนาที่ได้รับผลกระทบ จากภัยธรรมชาติหรือภาวะวิกฤต โดยกำหนดแหล่งที่มาของเงินกองทุน การบริหารจัดการ และการตรวจสอบ การใช้จ่ายเงินกองทุนอย่างโปร่งใส (มาตรา 15 - มาตรา 21)<br> &nbsp;&nbsp; &nbsp;4. กำหนดมาตรการส่งเสริมการประกันภัยข้าว เพื่อคุ้มครองชาวนาจากความเสียหาย อันเกิดจากภัยธรรมชาติ โรค ศัตรูพืช หรือเหตุอื่นที่กระทบต่อการผลิตข้าว รวมทั้งกำหนดให้หน่วยงานของรัฐ สามารถบูรณาการและแลกเปลี่ยนข้อมูลที่จำเป็นเพื่อใช้ในการบริหารความเสี่ยง การประเมินความเสียหาย และการให้ความช่วยเหลือแก่ชาวนาได้ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (มาตรา 22 - มาตรา 24)&nbsp;<br> &nbsp;&nbsp; &nbsp;5. กำหนดสิทธิ สวัสดิการ และมาตรการคุ้มครองชาวนา โดยให้ชาวนาที่ขึ้นทะเบียนมีสิทธิได้รับการส่งเสริม สนับสนุน และความช่วยเหลือตามกฎหมาย มีสิทธิเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร องค์ความรู้ เทคโนโลยี และการพัฒนาทักษะในการประกอบอาชีพ รวมทั้งได้รับการส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การประกันภัย การรวมกลุ่ม และการช่วยเหลือเมื่อได้รับผลกระทบจากภัยหรือเหตุที่กระทบต่อการผลิตข้าว (มาตรา 25 - มาตรา 29)&nbsp;<br> &nbsp;&nbsp; &nbsp;6. กำหนดหน้าที่ของโรงสีข้าว ท่าข้าว และผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับข้าวในการจัดทำ และรายงานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการรับซื้อ การเก็บรักษา การแปรรูป การจำหน่าย และข้อมูลอื่นที่จำเป็นต่อการบริหารจัดการข้าวของประเทศ พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ชาวนา องค์กรชาวนา สหกรณ์การเกษตร และผู้ประกอบธุรกิจข้าว เพื่อพัฒนาระบบการผลิตและการตลาดข้าวอย่างยั่งยืน (มาตรา 30 - มาตรา 31)&nbsp;<br> &nbsp;&nbsp; &nbsp;7. กำหนดกลไกการติดตาม เฝ้าระวัง และวิเคราะห์สถานการณ์การนำเข้าและส่งออกข้าว รวมทั้งผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชาวนา อุตสาหกรรมข้าว และความมั่นคงทางอาหารของประเทศ เพื่อให้คณะกรรมการสามารถเสนอแนะมาตรการที่เหมาะสมต่อคณะรัฐมนตรีหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ (มาตรา 32 - มาตรา 34)&nbsp;<br> &nbsp;&nbsp; &nbsp;8. กำหนดให้มีการติดตาม วิเคราะห์ และเผยแพร่ข้อมูลด้านราคา ต้นทุนการผลิต การตลาด และการค้าข้าวทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของชาวนา ผู้ประกอบธุรกิจ และภาครัฐ รวมทั้งใช้เป็นเครื่องมือในการกำหนดมาตรการรองรับสถานการณ์ด้านราคาข้าว ที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร (มาตรา 35 - มาตรา 37)<br> &nbsp;&nbsp; &nbsp;9. กำหนดให้มีการจัดเก็บภาษีข้าวจากการจำหน่ายหรือการนำเข้าข้าวบางประเภท เช่น ข้าวเพื่อสุขภาพ ข้าวคุณภาพพิเศษ หรือข้าวที่มีมูลค่าเพิ่ม ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยให้กรมสรรพากรเป็นผู้จัดเก็บและนำส่งเป็นรายได้ของกองทุนส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพข้าวและชาวนา (มาตรา 38 - มาตรา 44)&nbsp;<br> &nbsp;&nbsp; &nbsp;10. กำหนดให้มีสำนักงานคณะกรรมการข้าวและชาวนาไทย สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีฐานะเป็นนิติบุคคล ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการ การบริหารกองทุน การจัดทำฐานข้อมูล การจัดทำแผนงานและโครงการ ตลอดจนการประสานความร่วมมือ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ (มาตรา 45 - มาตรา 48)&nbsp;<br> &nbsp;&nbsp; &nbsp;11. กำหนดอำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ในการเรียกข้อมูล เอกสารหรือคำชี้แจง จากบุคคลที่เกี่ยวข้อง การเข้าตรวจสอบสถานประกอบการหรือระบบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจข้าว และการเก็บ ตัวอย่างข้าวหรือผลิตภัณฑ์จากข้าวเพื่อการตรวจสอบ ทั้งนี้ โดยต้องคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ตามรัฐธรรมนูญ (มาตรา 49 - มาตรา 50)&nbsp;<br> &nbsp;&nbsp; &nbsp;12. กำหนดให้มีการจัดทำและพัฒนาฐานข้อมูลข้าวและชาวนา เพื่อใช้เป็นเครื่องมือ ในการกำหนดนโยบาย การบริหารจัดการข้าว และการติดตามสถานการณ์ด้านการผลิตและการตลาด โดยให้ หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือในการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (มาตรา 51 - มาตรา 52)<br> &nbsp;&nbsp; &nbsp;13. กำหนดมาตรการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตข้าว โดยให้มีการจัดทำข้อมูลเขต ศักยภาพการผลิตข้าวของประเทศ และส่งเสริมชาวนาที่ปลูกข้าวตามแนวทางหรือเขตศักยภาพดังกล่าว รวมทั้ง ผู้ใช้พันธุ์ข้าวที่ได้รับการรับรองหรือพันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่ได้รับการส่งเสริม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และความยั่งยืนทางการเกษตร (มาตรา 53 - มาตรา 54)&nbsp;<br> &nbsp;&nbsp; &nbsp;14. กำหนดความรับผิดทางพินัยสำหรับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามหนังสือเรียกของพนักงาน เจ้าหน้าที่ ไม่ส่งข้อมูล หรือส่งข้อมูลอันเป็นเท็จ รวมทั้งกำหนดความรับผิดทางพินัยของผู้บริหารหรือ ผู้รับผิดชอบของนิติบุคคลในกรณีที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดดังกล่าว (มาตรา 55 - มาตรา 56)&nbsp;<br> &nbsp;&nbsp; &nbsp;15. กำหนดบทเฉพาะกาลเพื่อรองรับการจัดตั้งและการเริ่มดำเนินงานของคณะกรรมการ สำนักงาน และกลไกตามพระราชบัญญัตินี้ รวมทั้งกำหนดกรอบเวลาในการออกกฎกระทรวง การจัดทำเขต ศักยภาพการผลิตข้าว และการดำเนินการด้านโครงสร้าง อัตรากำลัง และงบประมาณที่จำเป็น (มาตรา 57 - มาตรา 60)<br> &nbsp;</p> <p></p>

2026/7/18
阅读更多

ร่างพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ..) พ.ศ.....

<h5><b>ข้อมูลประกอบการพิจารณา</b></h5> <p></p><p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;โดยที่พระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 มาตรา 16 กำหนดให้รายได้ของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติประกอบด้วยเงินและทรัพย์สินหลายประเภท แต่ยังมิได้กำหนดให้มีการจัดสรรเงินค่าปรับจากความผิดจราจรตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก ในขณะที่อุบัติเหตุทางถนนเป็นสาเหตุหลักของการเกิดเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ในประเทศไทย สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติจึงต้องรับภาระค่าใช้จ่ายอย่างมากในการให้บริการแก่ผู้ประสบอุบัติเหตุทางถนน อันเป็นเหตุให้เกิดผลขาดทุนในการดำเนินงานของสถาบัน จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 เพื่อกำหนดให้สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติมีสิทธิได้รับจัดสรรเงินค่าปรับและค่าปรับเป็นพินัยจากความผิดจราจรตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้<br> &nbsp;&nbsp; &nbsp;ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีหลักการที่สำคัญโดยการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 โดยเพิ่มรายได้ของสถาบันซึ่งเป็นเงินอุดหนุนจากค่าปรับและค่าปรับเป็นพินัยตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก<br> <br> <strong>ตารางเปรียบเทียบร่างพระราชบัญญัติปรับปรุง ดาวน์โหลดเอกสารประกอบ</strong></p> <p></p>

2026/7/18
阅读更多

ร่างพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

<h5><b>ข้อมูลประกอบการพิจารณา</b></h5> <p></p><p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;โดยที่พระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 มาตรา 16 กำหนดให้รายได้ของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติประกอบด้วยเงินและทรัพย์สินหลายประเภท แต่ยังมิได้กำหนดให้มีการจัดสรรเงินค่าปรับจากความผิดจราจรตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก ในขณะที่อุบัติเหตุทางถนนเป็นสาเหตุหลักของการเกิดเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ในประเทศไทย สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติจึงต้องรับภาระค่าใช้จ่ายอย่างมากในการให้บริการแก่ผู้ประสบอุบัติเหตุทางถนน อันเป็นเหตุให้เกิดผลขาดทุนในการดำเนินงานของสถาบัน จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 เพื่อกำหนดให้สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติมีสิทธิได้รับจัดสรรเงินค่าปรับและค่าปรับเป็นพินัยจากความผิดจราจรตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้<br> &nbsp;&nbsp; &nbsp;ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีหลักการที่สำคัญโดยการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 โดยเพิ่มรายได้ของสถาบันซึ่งเป็นเงินอุดหนุนจากค่าปรับและค่าปรับเป็นพินัยตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก</p> <p><strong>ตารางเปรียบเทียบร่างพระราชบัญญัติปรับปรุง ดาวน์โหลดเอกสารประกอบ</strong></p> <p></p>

2026/7/18
阅读更多

ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

<h5><b>ข้อมูลประกอบการพิจารณา</b></h5> <p></p><p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;โดยที่ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 เพื่อกำหนด หลักเกณฑ์และมาตรการในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อย่างไรก็ตาม จากการบังคับใช้ในปัจจุบันพบปัญหาหลายประการ กล่าวคือ การยกเว้นการบังคับใช้พระราชบัญญัตินี้สำหรับการดำเนินการของหน่วยงานของรัฐ ยังไม่ครอบคลุมกรณีที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ยังไม่มีบทนิยาม ที่ชัดเจนของคำว่า “หน่วยงานของรัฐ” อันอาจก่อให้เกิดความไม่แน่นอนทางกฎหมายในการตีความ และหลักเกณฑ์การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลยังไม่สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล General Data Protection Regulation (GDPR) ที่ใช้ระบบฐานการประมวลผลหลายรูปแบบ (multiple lawful bases) ทำให้การปฏิบัติงานของหน่วยงานของรัฐและเอกชนเกิดความไม่ยืดหยุ่นและไม่เอื้อต่อการเชื่อมโยงข้อมูล เพื่อการบริหารราชการแผ่นดิน ดังนั้น เพื่อให้การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมีความครอบคลุม ชัดเจน และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมถึงเพื่อสร้างกลไกที่เอื้อต่อการปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐโดยไม่กระทบ ต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้<br> &nbsp;&nbsp; &nbsp;ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้<br> &nbsp;&nbsp; &nbsp;(1) แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับการยกเว้นไม่ใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้กับการดำเนินการบางกรณีของหน่วยงานของรัฐ (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 4 (2))<br> &nbsp;&nbsp; &nbsp;(2) เพิ่มบทนิยามคำว่า “หน่วยงานของรัฐ” (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 6)<br> &nbsp;&nbsp; &nbsp;(3) กำหนดหลักเกณฑ์การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 24)</p> <p><strong>ตารางเปรียบเทียบ ดาวน์โหลดเอกสารประกอบ</strong></p> <p></p>

2026/7/15
阅读更多

ร่างพระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่..) พ.ศ. ....

<h5><b>ข้อมูลประกอบการพิจารณา</b></h5> <p></p><p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ยังมีบทบัญญัติบางประการไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน สมควรแก้ไขเพิ่มเติมโดยกำหนดให้ควบคุมการประกอบกิจการโรงงานขนาดเล็กที่อาจเป็นอันตรายต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมได้ กำหนดให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงกับโรงงานและผู้มีส่วนได้เสียมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นหรือร่วมตรวจสอบการประกอบกิจการโรงงาน กำหนดอายุใบอนุญาตและการต่ออายุใบอนุญาตการประกอบกิจการโรงงาน กำหนดให้โรงงานต้องดำเนินการเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคม กำหนดให้โรงงานที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน ทรัพย์สิน หรือสิ่งแวดล้อมต้องทำประกันภัย กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการขอ การยกเลิก และการเพิกถอนเขตประกอบการอุตสาหกรรม และกำหนดระยะเวลาให้พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการตรวจสอบโรงงานและเครื่องจักร กำหนดเกี่ยวกับความรับผิดทางแพ่งของโรงงาน รวมทั้งเพิ่มเติมและปรับปรุงบทกำหนดโทษให้สอดคล้องกับการแก้ไขเพิ่มเติมและให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เพื่อให้การควบคุมดูแลการประกอบกิจการโรงงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อคุ้มครองประชาชนหรือผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการประกอบกิจการโรงงาน และเพื่อป้องปรามมิให้มีการกระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้</p> <p><strong>ตารางเปรียบเทียบ ดาวน์โหลดเอกสารประกอบ</strong></p> <p></p>

2026/7/15
阅读更多

ร่างพระราชบัญญัติเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของผู้ได้รับบำเหน็จราย...

<h5><b>ข้อมูลประกอบการพิจารณา</b></h5> <p></p><p>ร่างพระราชบัญญัตินี้มีหลักการให้มีกฎหมายว่าด้วยเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของผู้ได้รับบำเหน็จรายเดือน และผู้ได้รับบำเหน็จพิเศษรายเดือน เนื่องจากพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2555 ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการช่วยเหลือเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลแก่กลุ่มบุคคลที่เป็นบุคลากรภาครัฐ มิได้บังคับใช้ไปถึงผู้ได้รับบำเหน็จรายเดือนและผู้ได้รับบำเหน็จพิเศษรายเดือนตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้างด้วย ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของกลุ่มบุคคลดังกล่าว ดังนั้น เพื่อให้กลุ่มบุคคลข้างต้นซึ่งใช้แรงงาน ฝีมือ ความชำนาญเป็นพิเศษและประสบการณ์เสริมการปฏิบัติงานหรือสนับสนุนการทำงานของภาครัฐมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้</p> <p>สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัตินี้ กำหนดให้ลูกจ้างประจำซึ่งออกจากงานและได้รับบำเหน็จรายเดือนหรือบำเหน็จพิเศษรายเดือน ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง พ.ศ. 2519 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ยังคงได้รับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล (สิทธิเบิกจ่ายตรง กรมบัญชีกลาง) เทียบเท่าข้าราชการ ลูกจ้างประจำที่ปฏิบัติงาน และผู้รับบำนาญ ตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2555 &nbsp;แต่ทั้งนี้ กำหนดให้สิทธิการรักษาพยาบาลเป็นสิทธิเฉพาะตัว โดยไม่ครอบคลุมไปถึงบุคคลในครอบครัว</p> <p><strong>ตารางเปรียบเทียบ ดาวน์โหลดเอกสารประกอบ</strong><br> &nbsp;</p> <p></p>

2026/7/13
阅读更多

推荐订阅

Category | Feature stories | Commentaries | | --------------- | ------------ | | feature-stories | commentaries | Language | English | العربية | 中文 | Français | Русский | Español | Português | | ------- | ------- | ---- | -------- | ------- | ------- | --------- | | en | ar | zh | fr | ru | es | pt |

| All | Articles | Briefings and Statements | Presidential Actions | Remarks | | --- | -------- | ------------------------ | -------------------- | ------- | | | articles | briefings-statements | presidential-actions | remarks |

::: tip If you subscribe to [Recent petitions](https://petition.parliament.uk/petitions?state=recent),where the URL is `https://petition.parliament.uk/petitions?state=recent`, use the value of `state` as the parameter to fill in. Therefore, the route will be [`/parliament.uk/petitions/recent`](https://rsshub.app/parliament.uk/petitions/recent). ::: <details> <summary>More states</summary> | Name | ID | | ------------------------------- | ------------------ | | All petitions | all | | Open petitions | open | | Recent petitions | recent | | Closed petitions | closed | | Rejected petitions | rejected | | Awaiting government response | awaiting\_response | | Government responses | with\_response | | Awaiting a debate in Parliament | awaiting\_debate | | Debated in Parliament | debated | | Not debated in Parliament | not\_debated | </details>